SROI Best Practice: ศิลปะการประเมินผลข้ามสาย เมื่อเราซ่อมที่อยู่อาศัย แต่เคลมผลลัพธ์ด้านสาธารณสุข
เวลาเราพูดถึงโครงการซ่อมบ้านเพื่อผู้ยากไร้ ตัวชี้วัดความสำเร็จที่คุ้นเคยคงหนีไม่พ้นจำนวนหลังคาที่ซ่อมเสร็จ หรือมูลค่าวัสดุก่อสร้างที่มอบให้ แต่ถ้าเรามองให้ลึกกว่านั้น งานซ่อมบ้านอาจไม่ได้จบแค่เรื่องที่อยู่อาศัย แต่มันคืองานสาธารณสุขที่ช่วยประหยัดงบประมาณประเทศได้มหาศาล
วันนี้อยากหยิบยกกรณีศึกษาจากสหรัฐอเมริกาขององค์กรที่ชื่อ Rebuilding Together มาเล่าให้ฟังครับ รายงานฉบับล่าสุดปี 2024/2025 ของพวกเขาคือตัวอย่างชั้นครูของการทำ SROI แบบข้ามสายงาน หรือ Cross-sector ที่ทลายกำแพงระหว่างคำว่า บ้าน และ สุขภาพ ลงได้อย่างสวยงาม
ปกติแล้ว เวลา NGO ซ่อมบ้าน เรามักจะวัดผลลัพธ์ที่ตัวบ้าน เช่น บ้านแข็งแรงขึ้น กันฝนได้ แต่ Rebuilding Together มองข้ามช็อตไปไกลกว่านั้น พวกเขาตั้งคำถามว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าบ้านของผู้มีรายได้น้อยหรือผู้สูงอายุ ไม่ได้รับการซ่อมแซม คำตอบคือ อุบัติเหตุและโรคภัยต่างๆ
พื้นไม้ที่ผุพังทำให้คนแก่อายุ 70 หกล้มสะโพกหัก หลังคาที่รั่วซึมก่อให้เกิดเชื้อราที่เป็นต้นเหตุของโรคหอบหืดในเด็ก สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความไม่สะดวกสบาย แต่มันคือค่าใช้จ่ายมหาศาลที่ระบบสาธารณสุขต้องแบกรับ
ความเจ๋งของ Rebuilding Together คือการเลือกใช้ตัวแทนค่าทางการเงินที่ฉลาดและสมเหตุสมผล แทนที่จะตีค่าความสุขที่ได้บ้านใหม่ พวกเขาเลือกวัดมูลค่าจากต้นทุนการรักษาพยาบาลที่ประหยัดได้
ลองนึกภาพตามง่ายๆ ว่า การติดตั้งราวจับกันลื่นในห้องน้ำราคาไม่กี่พันบาท สามารถป้องกันการหกล้มที่อาจนำไปสู่การผ่าตัดและนอนโรงพยาบาลซึ่งมีค่าใช้จ่ายหลักแสนได้ นี่คือตรรกะของ Cost Avoidance หรือการหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายในอนาคตที่นำมาใช้คำนวณ จนออกมาเป็นตัวเลข SROI ที่ 1 : 2.84
ตัวเลข 2.84 นี้อาจไม่ได้ดูสูงเวอร์วังอลังการเหมือนบางโครงการที่เคลมกันหลักสิบ แต่มันคือตัวเลขที่ข้อมูลสนับสนุนแน่นและมีผลลัพธ์ที่เกิดจริง เพราะมันมาจากการพิสูจน์ได้ว่า การซ่อมแซมจุดเล็กๆ ในบ้าน ลดความเสี่ยงในการเข้าห้องฉุกเฉินได้จริง บทเรียนสำคัญที่เราได้จากเคสนี้มี 3 เรื่องใหญ่ๆ ด้วยกัน
เรื่องแรก คือการมองเห็นความสัมพันธ์ของปัญหา สังคมเรามักแยกส่วนงานกันทำ กรมโยธาดูเรื่องบ้าน กระทรวงสาธารณสุขดูเรื่องโรค แต่ในความเป็นจริง ชีวิตคนเราไม่ได้แยกส่วนแบบนั้น Rebuilding Together ทำให้เห็นว่า การแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย คือวัคซีนชั้นดีที่ป้องกันปัญหาสุขภาพ
เรื่องที่สอง คือความกล้าที่จะวัดผลลัพธ์ทางอ้อมที่จับต้องได้ หลายครั้งเราไม่กล้าเคลมผลลัพธ์ที่ดูไกลตัวเพราะกลัวคนหาว่าโม้ แต่ถ้าเรามีงานวิจัยรองรับที่แข็งแรงพอ เช่น สถิติทางการแพทย์ที่ระบุชัดเจนว่าการกำจัดเชื้อราในบ้านลดอาการภูมิแพ้ได้กี่เปอร์เซ็นต์ เราก็สามารถนำมาอ้างอิงในการคำนวณ SROI ได้อย่างเต็มภาคภูมิ
เรื่องสุดท้าย คือความสมจริงของตัวเลข การที่ SROI ออกมาที่ 2.84 แทนที่จะเป็น 10 หรือ 20 สะท้อนความซื่อสัตย์ของข้อมูล พวกเขาไม่ได้เคลมว่าซ่อมบ้านแล้วชีวิตจะดีขึ้นทุกด้านแบบครอบจักรวาล แต่เจาะจงเฉพาะเรื่องความปลอดภัยและสุขภาพ ซึ่งเป็นจุดที่พวกเขาสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง
สุดท้ายแล้ว กรณีของ Rebuilding Together สอนให้เรารู้ว่า การประเมินผลลัพธ์ทางสังคมไม่ใช่แค่เรื่องของการตัวเลขเพื่อให้แหล่งทุนพอใจ แต่คือเครื่องมือที่ช่วยขยายกรอบความคิด ให้เราเห็นคุณค่าที่แท้จริงของสิ่งที่กำลังทำ ว่ามันอาจยิ่งใหญ่และเชื่อมโยงกับเรื่องอื่นๆ มากกว่าที่เราเคยคิดไว้ก็ได้
ที่มา: Rebuilding Together. Our Impact. (https://rebuildingtogether.org/our-impact)